วัดบางหลวง อ.บางเลน

วิหารหลวงปู่

วัดบางหลวง
ชื่อที่ชาวบ้านเรียก วัดบางหลวง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๔๓ บ้าน บางหลวง หมู่ที่ ๖ ตำบล บางหลวง อำเภอ บางเลน จังหวัด นครปฐม
สังกัดคณะสงฆ์  
มหานิกาย
การตั้งวัด
ได้ตั้งวัดเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๐ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตรที่ดินเฉพาะบริเวณที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๑ งาน ๘๔ ตารางวา
โดยมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็น โฉนด เลขที่ ๘๒๖๗ กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของวัด

ประวัติวัดบางหลวง
วัดบางหลวงเริ่มสร้างประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๐ โดยประชาชนชาวบางหลวงกับ พระครูส่วน วัดบางหว้า เป็นผู้ริเริ่มสร้าง เพราะเห็นว่าบางหลวงเป็นหมู่บ้านใหญ่ยังไม่มีวัดแต่ พระครูส่วนไม่ได้อยู่จำพรรษาที่วัดบางหลวงนี้ ให้หลวงพ่อทิมเป็นเจ้าอาวาสปกครองซึ่งไม่ทราบประวัติท่านแน่ชัด ต่อมาหลวงพ่อทิมได้มรณภาพลง ก็มีหลวงพ่อพุก หลวงพ่อชิด หลวงพ่อรอด ปกครองติดต่อกันมาตามลำดับเมื่อถึงพ.ศ. ๒๔๕๐ พระอาจารย์แช่ม สุขสมกิจ ซึ่งเป็นชาวบางหลวงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสท่านได้ปลุกสร้างเสนาสนะมีกุฏีมุงด้วย แฝก คา และจากเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่พระภิกษุสามเณร ซึ่งในครั้งนั้นมีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาไม่ต่ำกว่า ๓๐ รูป ในสมัยนั้นเอง พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อทา)วัดพะเนียงแตก ได้มาเป็นผู้ดูแลการก่อสร้างพระอุโบสถและผูกพัทธสีมาจนเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างนั้นหลวงพ่อทาได้สร้างวัตถุมงคลขึ้น ๑ รุ่น สันนิษฐานว่า ทำขึ้นเพื่อแจกบรรดาญาติโยมผู้มาร่วมทำบุญ ในการสร้างพระอุโบสถและฝังลูกนิมิต เป็นเหรียญหล่อหัวนมกลมขนาดกว้าง ๑.๘ ซ.ม. สูง ๒.๗ ซ.ม. เป็นเนื้อโลหะสัมฤทธิ์ทองแดงและทองคำ ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธรูปสมัยอยุธยาสวย งามมาก ด้านหลังมีอักขระขอมคำว่าอุมะ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ใด จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่ตามคำบอกเล่าท่านได้กล่าวว่าได้ทำพิธีเททองหล่อเหรียญที่วัดบางหลวงจึงนับได้ ว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกของหลวงพ่อทาและเป็นรุ่นแรกของวัดบางหลวงประชาชนนิยมบูชาวัตถุมงคลรุ่นนี้มากและเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ (ปัจจุบันนี้หาได้ยากมาก) หลวงพ่อทาไปๆมาๆ ระหว่างวัดบางหลวงกับวัดพะเนียงแตก จนต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๖๐ พระอาจารย์แช่มได้ลาสิกขา ต่อมาทายกทายิกาวัดบางหลวง ซึ่งมีขุนอภิบาลปัจฉิมเขตกับนายอากรเปี้ยน ศรีภิญโญ และนางสมบุญเป็นหัวหน้าได้เดินทางไปอาราธนาหลวงพ่อวัน สุวัณโณ วัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มาเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อวันได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม ทั้งยังได้สร้างกุฎีที่ทำด้วยไม้สักทรงสมัยโบราณ รวม ๑๑ หลัง และศาลาการเปรียญอีก ๑ หลัง ในช่วงที่หลวงพ่อวันเป็นเจ้าอาวาสท่านได้จาริกไปลพบุรีและนำวัตถุมงคลจาก กรุลพบุรีมามาก แล้วท่านก็ได้บรรจุ ไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรหน้าพระอุโบสถ เป็นพระเนื้อชินเงิน ชินตะกั่ว มีพระอุปคุต พระลีลา สองหน้าหน้าเดียว ด้านหลังมียันต์ อุ พระอุปคุตมี หน้าเดียวและสองหน้า พระหูยานปัจจุบันเปิดกรุแล้ว (เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ) หายากพอสมควร ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๔๖๔-๒๔๖๕ ท่านได้จัดให้มีโรงเรียนประชาบาลขึ้น โดยอาศัยศาลาการเปรียญ เป็นสถานที่เรียน พ.ศ. ๒๔๗๔ ได้จัดให้มีสำนักศึกษาพระปริยัติธรรมโดยมีนายเฮง นางฮวย จุฑามณี ร่วมสร้างอาคารเรียนทำด้วยไม้ผสมคอนกรีต(ปัจจุบันยังคงอยู่) กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๐ เมตร มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาประมาณ ๕๐-๖๐ รูป การปกครองในตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสระสี่มุม และวันต่อมา ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ จนท่านอายุได้ ๘๖ ปี ก็มรณภาพด้วยโรคชราในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ นับว่าท่านเป็น เจ้า คณะตำบลบางหลวงและอุปัชฌาย์องค์แรกของ ตำบลบางหลวง ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พระอาจารย์ผ่อง อาภสฺสโร ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานหลวงปู่วัน และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดบางหลวงก็ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสสืบมาในขณะที่ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสท่านได้ก่อสร้างกุฏีเพิ่มขึ้นอีก และยังปรับปรุงซ่อมแซมกุฏิเก่าให้มีสภาพคงเดิม ทั้งได้จัดสร้างโรงเรียนประชาบาล ศาลาการเปรียญหลังใหม่ เมรุ สุสาน และพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมาก และได้พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ต่อมาท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสระสี่มุมเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นพระครูประทวนกรรมการ ที่พระครูผ่อง อาภสฺสโร ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นเจ้าคณะตำบลบางหลวง ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกที่ พระครูประภัศร์ธรรมคุณปีพ.ศ.๒๕๑๖ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ลวงพ่อผ่องท่านเป็นพระตัวอย่างในด้านความมักน้อยสันโดษชอบอยู่ในที่สงัด ไม่ยึดติดในยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ถือตัว ตั้งตนอยู่ในคุณธรรมอันดีงาม จนเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าบรรพชิตและคฤหัสถ์ จนปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและ เจ้าคณะตำบลบางหลวง ขออาศัยอยู่เป็นลูกวัดอย่างเดียว ท่านได้มรณภาพลงในวันเสาร์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมอายุได้ ๙๐ ปี ๙๑ วัน
พระครูใบฎีกาสง่า ธมฺมโชโต ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน พระครูประภัสร์ธรรมคุณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ถึงปีพศ.๒๕๓๑ ท่านก็มรณภาพลงด้วยอายุ ปี พระอาจารย์จำรัส ธมฺมสุทฺโธ ซึ่งย้ายมาจากวัดราษฎร์สามัคคี ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบมาจนถึงปีพ.ศ.๒๕๓๗ ท่านก็มรณภาพลงด้วยโรคชรา
พระครูปลัดมนตรี สุธีโร ซึ่งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดบางหลวง ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส แต่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ไม่นานท่านก็มรณภาพลงด้วยโรค หัวใจล้มเหลว
พระสุชาติ ชาตเมโธ ก็ได้รักษาการเจ้าอาวาสสืบต่อมาจนถึงปีพ.ศ.๒๕๔๐ ก็ลาสิกขาไปประกอบอาชีพการงานด้านการค้าขาย

พระสวัสดิ์ ธมฺมสุนฺทโร ซึ่งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมวัดบางหลวง ก็ได้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสสืบต่อมา จนถึงปีพ.ศ.๒๕๔๒ ท่านก็ได้ลาออกจากตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส และไม่นานนักท่านก็ได้ลาสิกขาบท วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ทายกทายิกาวัดบางหลวง นำโดย พ.ต.อ.สมชาย โพธิ์เย็น นายบุญมี หมอนทอง และกำนันอุดม จารุพุทธิศิริพจน์ กำนันตำบลบางหลวงเป็นหัวหน้า ได้พากันไปอาราธนาพระมหาปรีชา ภูริปญฺโญ ปธ.๗ วัดพระงาม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม มารักษาการเจ้าอาวาส
พระมหาปรีชา ภูริปญฺโญ ปธ.๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบางหลวงเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ หท่านได้พัฒนาวัดสืบต่อจากเจ้าอาวาสรูปก่อนๆ จนถึงปัจจุบัน

อาคารเสนาสนะต่าง ๆ
อุโบสถ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๔ เมตร เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบทรงไทย มีช่อฟ้าใบระกา ตามแบบศิลปากร แบบ ก. สร้างเสร็จปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังรูปพุทธประวัติ และพระเจ้าสิบชาติ
ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๓๕ เมตร เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นอาคารไม้สองชั้น แบบทรงไทย มีช่อฟ้า สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง สร้างเสร็จปี พ.ศ. ๒๕๐๔

หอสวดมนต์ กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๑ เมตร เริ่มสร้างปี พ.ศ. เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบทรงไทย สองชั้น มีช่อฟ้าใบระกา ชั้นบนเป็นหอสวดมนต์ ชั้นล่างเป็นหอฉัน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง สร้างเสร็จปี พ.ศ.
วิหาร กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๕ เมตร เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดหินแกรนิตทั้งหลัง แบบทรงไทย มีช่อฟ้าใบระกา สร้างเสร็จปี พ.ศ. ๒๕๔๔

กุฏิสงฆ์ จำนวน ๘ หลัง เป็นอาคารไม้ ๔ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๔ หลัง
ศาลาอเนกประสงค์ (ศาลาปิดทองรอยพระพุทธบาท) กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๕ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว แบบทรงไทย สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕
ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๒ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้ง ๒ หลัง

นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ดังนี้ คือ
๑) ศาลาท่าน้ำ ๑ หลัง กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร เป็นอาคารไม้แบบทรงไทย สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕
๒) โรงเรียนพระปริยัติธรรม กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๐ เมตร เป็นอาคารไม้สองชั้น สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔
๓) โรงครัว กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๕ เมตร เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น สร้างปี พ.ศ. ๒๕๒๕
๔) กุฏิชี กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๔ เมตร เป็นอาคารไม้สองชั้น สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙
๕) เมรุ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตทั้งหลัง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗
๖ ) ศาลาพักศพ กว้าง ๖ เมตร ยาว ๙ เมตร เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔
๗) หอระฆัง สร้างด้วยคอนกรีตทั้งหลัง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔
๘) โรงเก็บครุภัณฑ์ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๑ เมตร เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว สร้างปี พ.ศ.๒๕๔๓
๙) ห้องสมุด กว้าง ๕ เมตร ยาว ๙ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว สร้างปี พ.ศ. ๒๕๔๔

ปูชนียวัตถุ
๑) พระประธานประจำพระอุโบสถ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๘๐ นิ้ว เป็นพระประธานประจำพระอุโบสถหลังแรก หลวงปู่ทาวัดพะเนียงแตกเป็นผู้สร้างเมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๓เมื่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่เสร็จก็ได้นำมาประดิษฐานเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถ เป็นที่สักการะบูชา และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จะเปิดให้ประชาชนปิดทองในงานประจำปี
๒) รอยพระพุทธบาท กว้าง ๓๓ นิ้ว ยาว ๘๙ นิ้ว เป็นปูชนียวัตถุที่เก่าแก่มาก ไม่ทราบว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ไหน มีมาตั้งแต่สมัยเริ่มสร้างวัด (เริ่มสร้างวัด ประมาณปี พ.ศ.๒๔๒๐) ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาอเนกประสงค์ ประชาชนจะปิดทองตั้งแต่เริ่มสร้างในวันขึ้น ๗-๘-๙ ค่ำ เดือน ๔ ของทุกปี จนถึงปัจจุบัน
๓) พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร สูง ๑.๙๐ เมตร ประดิษฐานอยู่ ณ พระอุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ สร้างพร้อมพระประธานประจำอุโบสถ หลวงปู่ทา วัดพะเนียงแตกเป็นผู้สร้าง
๔) พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ สูง ๑.๗๐ เมตร ประดิษฐาน ณ ศาลาอเนกประสงค์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๕ หลวงปู่ทา วัดพะเนียงแตกเป็นผู้สร้าง
๕) พระศรีอริยเมตไตย์ หน้าตักกว้าง ๓๙ นิ้ว ประดิษฐาน ณ ศาลาอเนกประสงค์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๕ หลวงปู่ทา วัดพะเนียงแตกเป็นผู้สร้าง
๖) รูปหล่อหลวงปู่ทา (พระครูอุตตรการบดี) วัดพะเนียงแตก และหลวงปู่วัน สุวัณโณ หน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว ประดิษฐาน ณ วิหารวัดพบางหลวง เป็นรูปเคารพที่ประชาชนร่วมกันหล่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐
๗) พระพุทธรูปปางรำพึง สูง ๒.๑๐ เมตร ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐
๘) รูปหล่อหลวงพ่อผ่อง (พระครูประภัศร์ธรรมคุณ) หน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว ประดิษฐาน ณ พระวิหาร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙
๙) พระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง ๘๐ นิ้ว ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถหลังเก่า สร้างปี พ.ศ. ๒๕๔๓ (พระอุโบสถหลังเก่ารื้อทิ้งแล้ว)
โบราณวัตถุ
๑) ซุ้มพระ ๒ หลัง รูปทรงคล้ายมณฑป ปูนปั้นลวดลายสวยงามมาก สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป อยู่หลังพระอุโบสถหลังเก่า (พระอุโบสถหลังเก่ารื้อทิ้งแล้ว) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗
๒) ธรรมาสน์ ๒ หลัง หลังแรกสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๑ หลังที่สองสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๗ กรมศิลปากรจดขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ประดิษฐานอยู่บนศาลาการเปรียญ
๓) เจดีย์รูปทรงเรือ ๒ หลัง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ กรมศิลปากรจดขึ้นทะเบียนไว้แล้ว อยู่ข้างพระอุโบสถหลังเก่า

เจ้าอาวาสวัดบางหลวง

รูปที่
ชื่อ - ฉายา
ปี พ.ศ
หมายเหตุ
1
หลวงพ่อทิม
2420
 
2
หลวงพ่อพุก
ไม่ทราบแน่ชัด
 
3
หลวงพ่อชิด
ไม่ทราบแน่ชัด
 
4
หลวงพ่อรอด
ไม่ทราบแน่ชัด
 
5
พระอาจารย์แช่ม  สุขสมกิจ
2450-2460
ลาสิกขา
6
หลวงพ่อวัน  สุวณฺโณ
2460-2494
มาจากวัดห้วยพลู นครชัยศรี
7
พระครูประภัศร์ธรรมคุณ  นธ.ตรี
2495-2525
ลาออก
8
พระครูใบฎีกาสง่า  ธมฺมโชโต   นธ.เอก
2526-2531
มรณภาพ
9
พระอธิการจำรัส  ธมฺมสุทฺโธ นธ.เอก
2532-2537
มรณภาพ
10
พระครูปลัดมนตรี(แป้น)   สุธีโร นธ.เอก
2538
มรณภาพ
11
พระชาติ   ชาตเมโธ  นธ.เอก
2538-2540 (รักษาการ)
ลาสิกขา
12
พระสวัสดิ์   ธมฺมสุนฺทโร นธ.เอก
2541-2542 (รักษาการ)
ลาสิกขา
13
พระมหาปรีชา   ภูริปญฺโญ  ปธ.๗
2543-ปัจจุบัน
ย้ายมาจากวัดพระงาม